วันนี้ขอหยิบยกประเด็นเรื่องนี้มานำเสนอ เพราะเรื่องนี้มักจะทำให้องค์กรธุรกิจต่างๆ ล้วนเข้าใจผิดและล้มเหลวในการริเริ่มที่จะใช้ Information Technology มาช่วยในการดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วยการลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน ประหยัดเวลาในการค้นหา ประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดพิมพ์เป็นเอกสารเพื่อจ่ายแจก และสามารถจะช่วยให้ทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางให้เสียเวลาและค่าใช้จ่าย
หลายหน่วยงานที่มีเจ้าหน้าที่ทางด้าน IT หนึ่งคนแล้ว พอมีงานอะไรก็แล้วแต่ ที่ต้องเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ ก็จะโยน หรือมอบหมายงานนั้นให้ไปอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ทางด้าน IT เพราะคาดหวังว่าเขาจะเป็นคนที่รู้และเข้าใจวิธีการทำงานมากที่สุด โดยหาได้คิดสักนิดไม่ว่า บุคลากรทางด้าน IT นั้นมีการแบ่งสายงานแยกย่อยออกไปอีกมากมายหลายแขนงจนสามารถเรียนปลีกย่อยกันจนถึงระดับต๊อกเตอร์ได้เลยทีเดียว
แม้แต่พ่อมดแห่งวงการคอมพิวเตอร์อย่างบิลล์ เกตต์ คุณอย่าคิดว่าเขาจะสามารถทำได้ทุกเรื่องที่เกี่่ยวข้องกับเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือผู้ก่อตั้ง Facebook ที่โด่งดังก็ตาม
ตอนเริ่มต้นทำงานที่โรงแรมเดมาใหม่ๆ อะไรที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต อยู่ในความรับผิดชอบของ EDP ทั้งหมด แม้กระทั่งงานที่เกี่ยวข้องกับการขายผ่านระบบออนไลน์ ทั้งๆ ที่เนื้องานส่วนใหญ่นั้นเกี่ยวข้องกับการตลาด และการขาย แต่ไปอยู่ในความรับผิดชอบของ EDP เพราะว่ามันต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ตในการทำงานนั่นเอง
คราวนี้ลองมาคิดตามผมดูสักนิดว่า
- งานตกแต่งรูปภาพด้วยคอมพิวเตอร์ ควรอยู่ในความรับผิดชอบของใคร
- งานด้านการควบคุมการขาย ควบคุมรายได้ และห้องพักผ่านระบบออนไลน์ ควรอยู่ในความรับผิดชอบของใคร
- งานด้านการออกแบบเวบไซต์ การบริหารข้อมูลที่นำเสนอในเวบไซต์ ควรอยู่ในความรับผิดชอบของใคร
- งานด้านการจัดหาและประยุกต์ใช้ Application หรือ Solutions ต่างที่จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และได้ผลงาน(ผลผลิต) เพิ่มมากขึ้นอยู่ในความรับผิดชอบของใคร
- งานด้านการศึกษา วิจัย วิเคราะห์ข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต เพื่อนำเอาข้อมูลมาจัดทำแผนกลยุทธ์ในการทำงาน อยู่ในความรับผิดชอบของใคร
หัวข้อข้างต้นเป็นเพียงแค่ตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ บางส่วน ที่หยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นให้คิดกันว่าเจ้าหน้าที่ IT ขององค์กรหนึ่งคนนั้น มันเพียงพอแล้วหรือที่จะนำพาองค์กรของท่านไปสู่การแข่งขันกันในโลกของเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร
ลองพิจารณาดูนะครับว่าองค์กรของท่านกำลังดำเนินการอยู่เช่นนั้นหรือไม่ ฝากไว้ให้คิด
Thursday, 16 June 2011
Saturday, 23 April 2011
เปิดสอนการทำเวบไซต์ด้วย Joomla & Community Building (รุ่นว่างงานเลยอยากสอน)
เนื้อหาการฝึกอบรมแบบเข้มข้น ใช้งานได้จริง
- การจำลอง Web Server บนเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ
- การตั้งค่า และ ติดตั้ง โปรแกรม Joola
- การติดตั้ง Joomla Component, Module, Plugin & Template
- การสร้าง Sections, Categories และ Articles
- การสร้าง Menu
- การสร้าง Catalog
- การสร้าง Community Building, Social Networking
- การปรับแต่ง โปรแกรม เพิ่มลูกเล่น ต่างๆ ในเวบไซต์ ให้น่าสนใจ และใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์
- Etension สำหรับธุรกิจต่างๆ
- E-commerce และ การหารายได้จากเวบไซต์
- ฯลฯ
- เปิดอบรม วันเสาร์-อาทิตย์ หรือวันที่มีการนัดหมายล่วงหน้า ไม่จำกัดจำนวนครั้ง และระยะเวลา (สำหรับ 10 ท่านแรกเท่านั้น)
- เวลาในการอบรม มาอบรมได้ตามอัธยาศัย
- สถานที่อบรม คอนโดของผู้อบรม ซอยลาดพร้าว 124 (ใกล้ๆ ซอยมหาดไทย)
- การชำระเงิน แบ่งจ่ายได้ตามอัธยาศัย (นักศึกษาจบใหม่ที่ยังไม่มีงานทำ สอนให้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งหางานพิเศษให้)
- สามารถขอให้บริการ Support ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง
- สอนแบบรายบุคคล ไม่เป็นต้องเรียนต่อเนื่องเป็นกลุ่ม
- ผู้เข้ารับการอบรมต้องนำ Notebook มาเอง
- ถ้าผู้เข้ารับการฝึกอบรมมาจากต่างจังหวัด มีที่พักให้สำหรับ 2-3 ท่าน
Thursday, 21 April 2011
รู้เรื่อง SEO โดยไม่ได้ตั้งใจ
ผู้เขียนเองนั้นมีประสบการณ์เกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์ เน็ตมาเป็นระยะเวลายาวนาน ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) ยุคเริ่มต้นของอินเตอร์เน็ตในประเทศไทย และยุคที่คอมพิวเตอร์โน้ตบุคราคาเครื่องละกว่าแสนบาท
ปี ค.ศ.1988 เริ่มทำงานด้านโรงแรมที่โรงแรม Le Meridien Phuket (ช่วงเปิดโรงแรม) ในตำแหน่ง Front Office Clerck นับเป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสทำงานโรงแรม และได้มีโอกาสใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงาน และก่อให้เกิดแรงบันดาลใจในการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน คอมพิวเตอร์
ปี ค.ศ. 1990 ศึกษาวิชาคอมพิวตอร์พื้นฐานที่สถาบันคอมพิวเตอร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เปิดสอนวิชาคอมพิวเตอร์แก่บุคคลภายนอกเป็นยุคต้นๆ
ปี ค.ศ. 1991 ศึกษาวิชาการเขียนโปรแกรมฐานข้อมูลเพื่อการใช้งานด้วยโปรแกรม dBase และ Clipper และได้พัฒนาโปรแกรมฐานข้อมูลสำหรับบริหารงานคลังสินค้า และบริหารงานบุคคล เงินเดือน และค่าจ้างมาใช้งานในองค์กร
ปี ค.ศ. 1992 ใช้โปรแกรม Fox Pro พัฒนาโปรแกรมบริหารจัดการร้านให้เช่าวิดีโอด้วยระบบบาร์โค๊ดอกจำหน่ายออก จำหน่ายภายใต้ชื่อ Sala Video เป็นอาชีพเสริม ซึ่งได้รับการตอบรับจากศูนย์วิดีโอให้เช่าต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเป็นอย่างดี
ในส่วนที่เกี่ยว ข้องกับอินเทอร์เน็ตนั้น ผู้เขียนเริ่มต้นการใช้งานสืบค้นข้อมูลต่างๆ ผ่านห้องสมุดออนไลน์ในต่างประเทศตั้งแต่ยุคก่อนที่ www จะมาได้รับความนิยมและแพร่หลายดังเช่นในปัจจุบัน
ในสมัยนั้นการที่จะเข้าไปสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต ต้องใช้ Modem เชื่อมต่อเข้าไปยังศูนย์คอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ เพื่อที่เชื่อมต่อไปยังเครือข่ายในต่างประเทศ การใช้งานต้องใช้คำสั่งเฉพาะในการติดต่อกับคอมพิวเตอร์เครือข่าย ซึ่งไม่ง่ายเลยในการที่จะหาข้อมูลแต่ละอย่าง
ต่อมาเมื่อมีบริการอินเทอร์เน็ตสำหรับประชาชนทั่วไป การใช้อินเทอร์เน็ตก็ยังไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่ดี เพราะผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในยุคต้นๆ นั้น ต้องใช้โมเด็มเชื่อมต่อสัญญาณมายังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในกรุงเทพฯ ซึ่งขณะนั้นยังพักอาศัยอยู่ที่อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ค่าโทรศัพท์คิดเป็นนาที เพราะถือว่าเป็นการโทรทางไกล ในขณะที่ค่าบริการอินเทอร์เน็ตสมัยนั้นยังคิดค่าบริการเป็นรายชั่วโมง ลองจินตนาการดูนะครับว่า ค่าใช้จ่ายจะมโหฬารขนาดไหนในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต
แม้ ว่าจะมีค่าใช้จ่ายสูงในการใช้บริการอินเทอร์เน็ตในขณะนั้น แต่ผู้เขียนก็ได้เริ่มต้นศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับการจัดทำเวบไซต์ การเขียนโฮมเพจ และเริ่มลองจัดทำโฮมเพจส่วนตัวของตนเองโดยใช้ฟรีโฮสของ Geocities.Com และเริ่มต้นทำธุรกิจ e-commerce โดยการเป็นหน้าร้านขายหนังสือให้กับ Amazon.Com ในลักษณะของ Affiliates
การ เป็น Affiliates กับ Amazon.Com ในสมัยนั้น ไม่ง่ายเหมือนสมัยนี้ คุณต้องรู้จักวิธีการที่จะนำเอา Code ต่างๆ ของเขามาใส่ในโฮมเพจของเราให้ถูกต้อง ดังนั้นเราต้องรู้จักวิธีการเขียนโปรแกรมด้วยภาษา HTML เป็นอย่างน้อย ซึ่งไม่ใช่ปัญหาาสำหรับผม เพราะยังง่ายกว่าการเขียนโปรแกรมบริหารร้านวิดีโอที่แค่โมมูลเดียวมีคำสั่ง ต่างๆ หลายพันบรรทัด
ในขณะเดียวกัน ก็เริ่มพัฒนาเวบไซต์อีกเวบไซต์หนึ่งขึ้นมา เป็นเวบไซต์ของศูนย์ศิลปาชีพ บางไทรฯ ซึ่งเคยทำงานอยู่ เพื่อเป็นการให้ข้อมูลต่างๆ แก่ผู้ที่สนใจทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ นอกจากนั้นยังมีข้อมูลประกอบอื่นๆ อีกมากมายหลายอย่าง รวมทั้งข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอีกด้วย และเป็นเวบไซต์แรกที่มีข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ใน ขณะนั้นยังไม่รู้จัก SEO อะไรหรอกครับ เพราะว่าไม่ได้หวังผลทางธุรกิจแต่อย่างใด การทำเวบไซต์ก็ลงทุนทำเอง ด้วยค่าใช้จ่ายของตนเอง ทำขึ้นมาเพื่อสนับสนุนงานของตนเองที่ในแต่จะวันจะมีคนเขียนจดหมาย หรือโทรเข้ามาขอข้อมูลเกี่ยวกับศูนย์ศิลปาชีพ บางไทรฯ อยู่เป็นจำนวนมาก เพราะช่วงนั้นก็ยังเป็นช่วงที่กำลังได้รับความนิยม การทำเวบไซต์เพื่อให้ข้อมูลต่างๆ จึงเป็นการลดภาระของงานประจำที่ต้องคอยให้ข้อมูลแก่สาธารณะชนทั่วไปในฐานะ ของเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์
เพื่อความสะดวกในการ ค้นห้า ผมจึงได้ Submit เวบไซต์ของตนเองไปตาม Online Directory ต่างๆ Search Engine ต่าง ที่ละราย ซึ่งในขณะนั้นยังมีอยู่ไม่กี่ราย ไม่ไ้ด้หวังในด้านการโฆษณา แต่หวังว่าจะได้ค้นหาได้สะดวก
ทำ เวบไซต์ได้ไม่นาน ก็เริ่มมี Webmaster ของเวบไซต์อื่นๆ ส่งอีเมล์มาขอแลกลิงค์ บ้างก็ขอแลกแบนเนอร์ ใครขอมา ก็จัดให้ไปตามนั้น เพื่อจะได้เชื่อมโยงและสร้างเครือข่ายให้คนอื่นรู้จัก ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่รู้จัก Link Popularity นอกจากนั้น ก็ได้ทำเวบเพจไว้หนึ่งหน้า ในการทำ web links ไปยังหน่วยงานราชการและเอกชนที่ให้การสนับสนุนกิจการของศูนย์ศิลปาชีพ บางไทรฯ ด้วยดีเสมอมา เพื่อเป็นการขอบคุณผู้ให้การสนับสนุน
และ แล้ววันหนึ่ง ผมก็ได้รับโทรศัพท์จาก Director of Sales ของโรงแรมกรุงศรีวิเวอร์ ซึ่งเป็นโรงแรมที่ดีที่สุดของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในขณะนั้น ซึ่งผมเองไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว เขาโทรมาขอบคุณที่ช่วย Lead ลูกค้ามาให้เขา
ผมงงเป็นไก่ตาแตก ผมไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับเขา ผมเองก็ไม่เคยไปข้องแวะอะไรกับเขา แล้วเราไป Lead ลูกค้าให้เขาได้อย่างไร?
"ก็ ลูกค้าเขาค้นหาในอินเทอร์เน็ต แล้วคุณมีชื่อโรงแรมและเบอร์โทรศัพท์ของเราในเวบไซต์ของคุณ ในหน้าที่คุณแนะนำแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลูกค้าเลยโทรมาหาเพื่อขอทำคอนแทรค"
ได้เรื่องเลย ครับคราวนี้ จากที่ไม่รู้จักเรื่อง SEO ผมได้ทดลองค้นหาคำต่างๆ ใน Search Engine ที่มีอยู่ในขณะนั้น ค้นหาอะไรๆ ก็จะมีเวบไซต์ของเราติดขึ้นมาด้วย จึงได้ร้อง "อ๋อ... มันเป็นเช่นนี้เอง" และเป็นที่มาของการู้จัก SEO และ link popularity ที่ธุรกิจในประเทศไทยยังไม่เคยมีใครพูดถึงในขณะนั้น
Thursday, 14 April 2011
เคล็ดลับ การทำเวบโรงแรม ตอนที่ 1
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีเนื้อหามามาก จึงต้องแบ่งเป็นตอนๆ และยังไม่รู้ว่าจะต้องเขียนสักกี่ตอนจึงจะจบ เพราะมีรายละเอียดมากมาย และเชื่อว่าโรงแรมต่างๆ จำนวนมาก ไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ เพราะผู้ที่มารับจ้างทำเวบไซต์ให้กับโรงแรมต่างๆ ก็พยายามที่จะนำเสนอ Solutions ของตนเองเป็นหลัก เพราะเป็นช่องทางในการทำมาหากินของเขา และมักจะบอกว่าเวบที่โรงแรมใช้อยู่ไม่ดีอย่างนั้น อย่างนี้ เพื่อพยายามขาย Solutions ของตนเอง ส่วนเจ้าของโรงแรมที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว เห็นว่า โรงแรมเชนห้าดาวเขาใช้อย่างนั้น ก็ทำตามเขาบ้างโดยหารู้ความจริงไม่ที่ว่า...
โรงแรมเชนทั้งหลายแหล่ ไม่ประสงค์ที่จะให้ผู้เข้าชมเวบมีโอกาสติดต่อตรงกับทางโรงแรม ถ้าไม่เชื่อลองไปเปิดเวบไซต์โรงแรมเชนใหญ่ๆ ดูได้ว่า ถ้าท่านต้องการ e-mail address เบอร์โทรศัพท์ โทรสาร เพื่อใช้ในการติดต่อ โรงแรมโดยตรง หาแทบไม่เจอ นั่นคือการปิดกั้นวิธีการเข้าถึงการติดต่อกับโรงแรมโดยตรง
การนำเสนอเนื้อหาในเวบไซต์ของเวบโรงแรมเชนใหญ่ๆ จะมีพื้นที่ในการนำเสนอเนื้อหาอยู่จำกัด และรูปแบบเนื้อหาอยู่ในกรอบของเวบไซต์ของเชน ไม่สนับสนุนต่อเนื้อหาสำหรับนำเสนอธุรกิจเฉพาะโรงแรมแต่ละแห่ง ทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับโรงแรมอื่นๆ ในท้องถิ่นของตนเองได้ ที่เป็นเช่นนั่นก็เพราะว่า เชนโรงแรมส่วนใหญ่จะได้ส่วนแบ่งจากการขายห้องพักเป็นรายได้ของเชน ในขณะที่การขายสินค้าและบริการอื่นๆ ของโรงแรมในเชนนั้นทางเชนไม่ได้รับรับส่วนแบ่งผลประโยชน์ ดังนั้นเวบไซต์เชนโรงแรมต่างๆ จึงมุ่งเน้นไปที่การขายห้องพักที่พวกเขาจะได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์
เราจะสังเกตุเห็นว่าการนำเสนอรูปภาพโรงแรมตามเวบไซต์เชนโรงแรมต่างๆ นั้น เน้นที่จะนำเสนอภาพเคลื่อนไหว และภาพที่มีเทคนิคหลากหลาย มากกว่าภาพนิ่งที่เป็นเอกเทศของแต่ละภาพ ถ้าเราจะมองเฉพาะด้านความสวยงามและ ภาพลักษณ์ที่ดีของเวบไซต์ ก็จะรู้สึกว่าสวยงามดี ดูหรูหรา เป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ของเชนโรงแรมเหล่านั้นเอง แต่โดยแท้จริงแล้ว วิธีการออกแบบเวบไซต์เชนโรงแรมเหล่านี้มีแนวความคิดในการออกแบบที่ลึกซึ้งไปมากกว่านั้น นั่นคือ...
เวบไซต์ของเชนโรงแรมเหล่านี้ ต้องไม่นำไปสู่การเข้าถึงข้อมูลของโรงแรมภายในเชนของตนเองได้โดยตรง และทำสำคัญ ส่วนใหญ่จะปิดกั้น SEO ไว้โดยสิ้นเชิง เพราะอะไรน่ะหรือครับ...
ท่านเคยได้ยินคำนี้ไหมครับ "สวย แต่ปัญญาอ่อน" ไม่ทราบว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ ท่านอยากได้เป็นภรรยาในอนาคตไหมครับ
คราวนี้ตามผมมาครับ จะอธิบายให้ทราบว่า ทำไมผมพูดไปเช่นนั้น
1. หน้าแรก ถ้าเข้ามาแล้วเจอ Intro Flash หรือ Movie ก่อนแล้วต้องคลิ๊กไปหน้าต่อไป เวบแบบนี้ พอ Google เข้ามาเจอ ก็จะบอกว่า Good Bye Forever เพราะอะไรน่ะเหรอครับ ก็เพราะว่าเข้ามาแล้วเจอทางตัน ไม่รู้ว่าจะไปไหนต่อละซิครับ เพราะ Robot ของ Google เอง ไม่ฉลาดพอที่จะคลิ๊ก เพื่อเข้าไปดูหน้าอื่นๆ ต่อ
2. เวบไซต์ใดๆ ที่หน้าแรก หรือ Home Page ที่เปิดเข้ามาแล้ว เจอภาพ Flash หรือ Movie แล้วตามมาด้วย Flash Menu พอ Google เข้ามา เพื่อที่จะหาข้อมูลของเวบไปเก็บไว้ในฐานข้อมูล พอเข้ามาเจอ ภาพเคลื่อนไหวต่างๆ ไม่มีเนื้อหาที่เป็นข้อความ หรือมีข้อความอยู่น้อย ไม่มีชื่อรูปภาพที่เป็นชื่อเฉพาะ ก็ไม่รู้ว่าจะเก็บอะไรไปไว้ในฐานข้อมูลตัวเอง ที่แย่ไปกว่านั้น ในส่วนที่เป็นเนื้อหาสาระหลักของเวบไซต์ที่ควรจะเป็นข้อความ ก็ยังดันทุรัง ทำให้เป็นภาพเคลื่อนไหวซะอีกนี่ซิไปกันใหญ่ ดังนั้น หน้าแรก ควรที่รูปภาพที่มีชื่อเฉพาะของภาพนั้นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเวบไซต์ และเนื้อหาสาระหลักที่จะนำเสนอไว้ในหน้าแรกให้มากที่สุด Robot ของ Google จึงจะชอบใจ และใช้เวลาอยู่กับเวบไซต์ของเรามากกว่า ที่พอเข้ามาแล้วก็จากไป
3. เมนูแฟลซที่สวยงาม คือนิยามของ "ไร้สาระ" ที่ว่าอย่างนั้นก็เพราะว่า เมนูแฟลซที่สวยงามนั้น Robot ของ Google จะมามองไม่เห็นถึงทางเดินที่จะเชื่อมโยงไปยังหน้าอื่นๆ ภายในเวบไซต์นั้นได้ ซึ่งเป็นความหมายของ "ไร้สาระ" เนื้อหาที่จะค้นหาต่อไปได้ แต่ถ้าเวบไซต์ใดๆ ที่มีเมนู หรือ Text Link ไปยัง หน้าเวบไซต์อื่นๆ ก็เป็นเหมือนสะพานที่ทอดไว้ให้ Robot ของ Google ได้วิ่งเข้าไปสำรวจเนื้อหาสาระภายใน เก็บไปเสนอเจ้านายว่าเวบไซต์นี้มีเนื้อหาสาระมากมาย เข้าไปแล้วได้ประโยชน์
เจ้า Robot ของ Google นี่เขาทำงานตรงไปตรงมานะครับ รายงานตามข้อเท็จจริง ตามความเป็นจริง ไม่เหมือน Sales หลายๆ คน ที่ดีแต่เขียนรายงานให้สวยหรู ดูดี แต่ไม่มีผลงาน ที่ชอบไปแต่ไปงานที่เขาจัดขึ้นมาฟรี แล้วเก็บไปเขียน Report เจ้านายแทนการไปออก Sales จริงไ ได้เป็นอาทิตย์
ตอนที่ 1 นี้ แค่เรียกน้ำย่อยนะครับ จงเจ็บๆ คันๆ กันไปบ้าง ก็อย่าว่ากันเลย ใครไม่ชอบอ่าน ก็ไม่ต้องผ่านมาแถวนี้เลยครับ ไม่ได้ว่ากัน
โรงแรมเชนทั้งหลายแหล่ ไม่ประสงค์ที่จะให้ผู้เข้าชมเวบมีโอกาสติดต่อตรงกับทางโรงแรม ถ้าไม่เชื่อลองไปเปิดเวบไซต์โรงแรมเชนใหญ่ๆ ดูได้ว่า ถ้าท่านต้องการ e-mail address เบอร์โทรศัพท์ โทรสาร เพื่อใช้ในการติดต่อ โรงแรมโดยตรง หาแทบไม่เจอ นั่นคือการปิดกั้นวิธีการเข้าถึงการติดต่อกับโรงแรมโดยตรง
การนำเสนอเนื้อหาในเวบไซต์ของเวบโรงแรมเชนใหญ่ๆ จะมีพื้นที่ในการนำเสนอเนื้อหาอยู่จำกัด และรูปแบบเนื้อหาอยู่ในกรอบของเวบไซต์ของเชน ไม่สนับสนุนต่อเนื้อหาสำหรับนำเสนอธุรกิจเฉพาะโรงแรมแต่ละแห่ง ทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับโรงแรมอื่นๆ ในท้องถิ่นของตนเองได้ ที่เป็นเช่นนั่นก็เพราะว่า เชนโรงแรมส่วนใหญ่จะได้ส่วนแบ่งจากการขายห้องพักเป็นรายได้ของเชน ในขณะที่การขายสินค้าและบริการอื่นๆ ของโรงแรมในเชนนั้นทางเชนไม่ได้รับรับส่วนแบ่งผลประโยชน์ ดังนั้นเวบไซต์เชนโรงแรมต่างๆ จึงมุ่งเน้นไปที่การขายห้องพักที่พวกเขาจะได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์
เราจะสังเกตุเห็นว่าการนำเสนอรูปภาพโรงแรมตามเวบไซต์เชนโรงแรมต่างๆ นั้น เน้นที่จะนำเสนอภาพเคลื่อนไหว และภาพที่มีเทคนิคหลากหลาย มากกว่าภาพนิ่งที่เป็นเอกเทศของแต่ละภาพ ถ้าเราจะมองเฉพาะด้านความสวยงามและ ภาพลักษณ์ที่ดีของเวบไซต์ ก็จะรู้สึกว่าสวยงามดี ดูหรูหรา เป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ของเชนโรงแรมเหล่านั้นเอง แต่โดยแท้จริงแล้ว วิธีการออกแบบเวบไซต์เชนโรงแรมเหล่านี้มีแนวความคิดในการออกแบบที่ลึกซึ้งไปมากกว่านั้น นั่นคือ...
เวบไซต์ของเชนโรงแรมเหล่านี้ ต้องไม่นำไปสู่การเข้าถึงข้อมูลของโรงแรมภายในเชนของตนเองได้โดยตรง และทำสำคัญ ส่วนใหญ่จะปิดกั้น SEO ไว้โดยสิ้นเชิง เพราะอะไรน่ะหรือครับ...
ท่านเคยได้ยินคำนี้ไหมครับ "สวย แต่ปัญญาอ่อน" ไม่ทราบว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ ท่านอยากได้เป็นภรรยาในอนาคตไหมครับ
คราวนี้ตามผมมาครับ จะอธิบายให้ทราบว่า ทำไมผมพูดไปเช่นนั้น
1. หน้าแรก ถ้าเข้ามาแล้วเจอ Intro Flash หรือ Movie ก่อนแล้วต้องคลิ๊กไปหน้าต่อไป เวบแบบนี้ พอ Google เข้ามาเจอ ก็จะบอกว่า Good Bye Forever เพราะอะไรน่ะเหรอครับ ก็เพราะว่าเข้ามาแล้วเจอทางตัน ไม่รู้ว่าจะไปไหนต่อละซิครับ เพราะ Robot ของ Google เอง ไม่ฉลาดพอที่จะคลิ๊ก เพื่อเข้าไปดูหน้าอื่นๆ ต่อ
2. เวบไซต์ใดๆ ที่หน้าแรก หรือ Home Page ที่เปิดเข้ามาแล้ว เจอภาพ Flash หรือ Movie แล้วตามมาด้วย Flash Menu พอ Google เข้ามา เพื่อที่จะหาข้อมูลของเวบไปเก็บไว้ในฐานข้อมูล พอเข้ามาเจอ ภาพเคลื่อนไหวต่างๆ ไม่มีเนื้อหาที่เป็นข้อความ หรือมีข้อความอยู่น้อย ไม่มีชื่อรูปภาพที่เป็นชื่อเฉพาะ ก็ไม่รู้ว่าจะเก็บอะไรไปไว้ในฐานข้อมูลตัวเอง ที่แย่ไปกว่านั้น ในส่วนที่เป็นเนื้อหาสาระหลักของเวบไซต์ที่ควรจะเป็นข้อความ ก็ยังดันทุรัง ทำให้เป็นภาพเคลื่อนไหวซะอีกนี่ซิไปกันใหญ่ ดังนั้น หน้าแรก ควรที่รูปภาพที่มีชื่อเฉพาะของภาพนั้นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเวบไซต์ และเนื้อหาสาระหลักที่จะนำเสนอไว้ในหน้าแรกให้มากที่สุด Robot ของ Google จึงจะชอบใจ และใช้เวลาอยู่กับเวบไซต์ของเรามากกว่า ที่พอเข้ามาแล้วก็จากไป
3. เมนูแฟลซที่สวยงาม คือนิยามของ "ไร้สาระ" ที่ว่าอย่างนั้นก็เพราะว่า เมนูแฟลซที่สวยงามนั้น Robot ของ Google จะมามองไม่เห็นถึงทางเดินที่จะเชื่อมโยงไปยังหน้าอื่นๆ ภายในเวบไซต์นั้นได้ ซึ่งเป็นความหมายของ "ไร้สาระ" เนื้อหาที่จะค้นหาต่อไปได้ แต่ถ้าเวบไซต์ใดๆ ที่มีเมนู หรือ Text Link ไปยัง หน้าเวบไซต์อื่นๆ ก็เป็นเหมือนสะพานที่ทอดไว้ให้ Robot ของ Google ได้วิ่งเข้าไปสำรวจเนื้อหาสาระภายใน เก็บไปเสนอเจ้านายว่าเวบไซต์นี้มีเนื้อหาสาระมากมาย เข้าไปแล้วได้ประโยชน์
เจ้า Robot ของ Google นี่เขาทำงานตรงไปตรงมานะครับ รายงานตามข้อเท็จจริง ตามความเป็นจริง ไม่เหมือน Sales หลายๆ คน ที่ดีแต่เขียนรายงานให้สวยหรู ดูดี แต่ไม่มีผลงาน ที่ชอบไปแต่ไปงานที่เขาจัดขึ้นมาฟรี แล้วเก็บไปเขียน Report เจ้านายแทนการไปออก Sales จริงไ ได้เป็นอาทิตย์
ตอนที่ 1 นี้ แค่เรียกน้ำย่อยนะครับ จงเจ็บๆ คันๆ กันไปบ้าง ก็อย่าว่ากันเลย ใครไม่ชอบอ่าน ก็ไม่ต้องผ่านมาแถวนี้เลยครับ ไม่ได้ว่ากัน
ชื่อรูปนั้น สำคัญไฉน
วันนี้มีเคล็ดลับเล็กๆ น้อยมาฝากกันในช่วงเทศกาลสงกรานต์นะครับ พอดีกลับมาเยี่ยมแม่ที่จันทบุรี ว่างๆ
ไม่มีอะไรทำ นึกขึ้นได้เกี่ยวกับรูปภาพต่างๆ ที่มีผู้นำมาใช้ในเวบไซต์ต่างๆ นั้น หลายๆ คนคงไม่เคยนึกว่า การตั้งชื่อรูปภาพต่างๆ นั้นให้มีความหมาย ให้มีชื่อสอดคล้อง หรือเกี่ยวข้องกับธุรกิจของตนนั้น ก็สามารถที่จะใช้ในการทำ Lead Generation ได้เป็นอย่างดี
รูปภาพแต่ละภาพที่เรานำขึ้นมาแสดงในเวบเซต์ของเราเองนั้น เราสามารถตั้งชื่อไฟล์ 2 ประเภทคือ
1. ชื่อไฟล์ของภาพ นั่นก็คือชื่อเฉพาะประจำภาพนั้นๆ
2. ชื่อภาพ คือชื่อที่เราใช้ในการบรรยายภาพนั้นๆ สั้นๆ เมื่อเรานำขึ้นมาแสดงบนเวบไซต์ ซึ่งเมื่อผู้เข้าชมเวบไซต์เคลื่อนเม้าส์มาบนภาพนั้น ก็จะปราำกฎชื่อบรรยายภาพนั้นขึ้นมาให้เห็น
ท่านทราบหรือไม่ว่า ทุกครั้งที่เรามีการค้นหาคำ หรือข้อความใดๆ ใน Google นั้น Google ก็จะทำการค้นหาชื่อภาพ และคำบรรยายภาพขึ้นมาแสดงด้วย ดังนั้นการตั้งชื่อไฟล์รูปภาพ และชื่อภาพที่แสดงในเวบไซต์ให้มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจ หรือสินค้าและบริการของท่าน จึงสามารถที่จะ Lead ผู้เข้ามาชมเวบไซต์ของท่านได้มากกว่าการตั้งชื่อไฟล์ และชื่อรูปภาพที่ไม่สื่ออะไรเลย
ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า เคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ อย่างนี้ ไม่มีบริษัทที่รับทำ SEO รายใดที่เสนอตัวเข้ามารับทำ SEO ให้ท่านจะเผยเคล็ดลับนี้ออกมาให้ท่านได้ล่วงรู้ ไม่เช่นนั้นแล้วเขาก็จะหากินได้ลำบาก
ไม่มีอะไรทำ นึกขึ้นได้เกี่ยวกับรูปภาพต่างๆ ที่มีผู้นำมาใช้ในเวบไซต์ต่างๆ นั้น หลายๆ คนคงไม่เคยนึกว่า การตั้งชื่อรูปภาพต่างๆ นั้นให้มีความหมาย ให้มีชื่อสอดคล้อง หรือเกี่ยวข้องกับธุรกิจของตนนั้น ก็สามารถที่จะใช้ในการทำ Lead Generation ได้เป็นอย่างดี
รูปภาพแต่ละภาพที่เรานำขึ้นมาแสดงในเวบเซต์ของเราเองนั้น เราสามารถตั้งชื่อไฟล์ 2 ประเภทคือ
1. ชื่อไฟล์ของภาพ นั่นก็คือชื่อเฉพาะประจำภาพนั้นๆ
2. ชื่อภาพ คือชื่อที่เราใช้ในการบรรยายภาพนั้นๆ สั้นๆ เมื่อเรานำขึ้นมาแสดงบนเวบไซต์ ซึ่งเมื่อผู้เข้าชมเวบไซต์เคลื่อนเม้าส์มาบนภาพนั้น ก็จะปราำกฎชื่อบรรยายภาพนั้นขึ้นมาให้เห็น
ท่านทราบหรือไม่ว่า ทุกครั้งที่เรามีการค้นหาคำ หรือข้อความใดๆ ใน Google นั้น Google ก็จะทำการค้นหาชื่อภาพ และคำบรรยายภาพขึ้นมาแสดงด้วย ดังนั้นการตั้งชื่อไฟล์รูปภาพ และชื่อภาพที่แสดงในเวบไซต์ให้มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจ หรือสินค้าและบริการของท่าน จึงสามารถที่จะ Lead ผู้เข้ามาชมเวบไซต์ของท่านได้มากกว่าการตั้งชื่อไฟล์ และชื่อรูปภาพที่ไม่สื่ออะไรเลย
ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า เคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ อย่างนี้ ไม่มีบริษัทที่รับทำ SEO รายใดที่เสนอตัวเข้ามารับทำ SEO ให้ท่านจะเผยเคล็ดลับนี้ออกมาให้ท่านได้ล่วงรู้ ไม่เช่นนั้นแล้วเขาก็จะหากินได้ลำบาก
Subscribe to:
Posts (Atom)